การปลูก อินทผลัม / อินทผาลัม     

           

การเตรียมพื้นที่ก่อนปลูกอินทผลัม
อินทผลัมจะใช้ระยะเวลาในการเพาะชำต้นกล้าไม่เท่ากัน แต่เมื่อปลูกแล้วจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี เป็นอย่างน้อยจึงเริ่มให้ผลผลิตได้(ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่เลือกด้วย) ในการเลือกพื้นที่ปลูกควรอยู่กลางแจ้งที่ได้รับแสงตลอดวัน อินทผลัมจะไม่เจริญเติบโตถ้าอยู่ในร่ม อินทผลัมสามารถเจริญเติบโตได้ตั้งแต่อุณหภูมิ 7 C เป็นต้นไป โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมจะอยู่ประมาณ 32 C แต่หากเกิน 38-40 C อัตราการเจริญเติบโตก็จะเริ่มลดลง

สภาพพื้นที่สำหรับปลูกอินทผลัมในแต่ละท้องที่แต่ละแห่งนั้น จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของพื้นที่ และในการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกจึงสามารถทำได้หลายวิธี เช่น กรณีที่เป็นสวนเก่า พื้นที่ที่มีลักษณะเป็นป่า หรือมีผลไม้ชนิดอื่นปลูกรวมอยู่ด้วย การเตรียมพื้นที่นั้นจะต้องโค่นล้มไม้เหล่านั้นออกเสียก่อน ซึ่งการโค่นล้มไม้อาจทำโดยใช้แรงงานคน หรือแรงงานเครื่องจักรกล เช่น ใช้เลื่อย ใช้ขวานฟัน หรือใช้เลื่อยยนต์ก็ได้ โดยตัดต้นไม้ให้เหลือเฉพาะตอไม้ให้มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 50-60 เซนติเมตร จากนั้นจะต้องทำการฆ่าตอไม้โดยใช้ยาฆ่าตอไม้ ชนิด 2,4,5-T ในอัตราส่วนสารเคมี 1 ส่วนผสมน้ำมันโซล่า 16 ส่วน และใช้ทาตอไม้ขณะที่สดอยู่ ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้ตอไม้ตาย และผุสลายเร็วขึ้น หรืออาจใช้รถแทรกเตอร์ไถต้นไม้ทั้งหมดก็ได้ วิธีนี้จะถอนรากถอนโคนจองต้นไม้ออกได้หมด แต่มีข้อเสียบางประการ คือ การสูญเสียหน้าดินมาก หรือถ้าขุดลึกไปประมาณ 1 เมตรแล้วเจอหินก้อนใหญ่ก็ให้ใช้เครื่องจักรนำหินนั้นออกไปก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับระบบรากของอินทผลัมในอนาคต

หลังจากที่โค่นต้นไม้อื่นๆ ลงหมดแล้ว ให้เก็บเศษไม้ต่างๆมารวมกันไว้เป็นกอง จัดเรียงเป็นแนวตามพื้นที่ และตากแห้งเพื่อเป็นแนวกันไฟ จากนั้นก็ทำการเผาเศษไม้เหล่านั้น เมื่อเผาเศษไม้เหล่านั้นแล้วก็รวบรวมส่วนที่ยังเผาไหม้ไม่หมดมาเผาใหม่อีกครั้ง และการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูก โดยวิธีการไถจำนวน 2 ครั้ง พรวนดินอีก 1 ครั้ง ส่วนพื้นที่ที่ยังมีตอไม้อื่นๆหลงเหลืออยู่ อาจทำให้การเตรียมดินสำหรับปลูกไม่สะดวกมากนัก แต่หากเป็นกรณีที่เป็นพื้นที่ที่ปลูกมีความลาดเทมาก เช่น พื้นที่บริเวณเนินจะต้องมีการจัดทำพื้นที่เป็นขั้นบันได หรือทำการต้านดิน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้น้ำฝนชะล้างหน้าดินเหล่านั้นไหลไปตามกระแสน้ำ การทำพื้นที่เป็นขั้นบันไดอาจทำเฉพาะในลักษณะของต้นยาวเป็นแนวเดียวกัน หรืออาจจะทำพื้นที่ในลักษณะเป็นวงรอบไปตามลักษณะของเนินก็ได้โดยให้มีระดับขนานกับพื้นดิน และความกว้างของขั้นบันไดอย่างน้อย 1.5 เมตร และแต่ละขั้นบันไดก็ใช้วิธีการตัดดินให้มีความลึก และเอียงเข้าไปในทางเป็นเนินดิน โดยให้บริเวณขอบด้านนอกของบันได เป็นลักษณะคันดินมีความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ความกว้างระหว่าง 8-10 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความลาดชันของเนิน หากมีความชันมากระยะระหว่างขั้นบันไดก็ควรห่างออกไปด้วย

**การปลูกและการดูแลรักษา
การปลูกอินทผลัมเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว ดูแลรักษาง่าย เหมือนปาล์มหรือมะพร้าว แต่เป็นพืชที่หายาก ราคาแพงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ นิยมปลูกถือว่าเป็นไม้มงคล ไม้ประดับ หรือไม้เศรษฐกิจ แมลงศัตรูพืชรบกวนน้อย ชอบสภาพอากาศแห้ง อายุ 3-4 ปีเริ่มให้ผลผลิต ให้ผลผลิตประมาณ 20-50 กิโลกรัม ต่อต้น อายุ 5 ปีขึ้นไปจะให้ผลผลิตตั้งแต่ 50-200 กิโลกรัม ต่อต้น รับประทานได้ทั้งผลแก่สดจนถึงผลสุกแห้ง เก็บไว้นานหลายปี รสชาติหอม หวาน อร่อย
1.การปลูก
1.1 การจัดระยะการปลูก เนื่องจากต้นอินทผลัมเป็นพืชที่มีอายุยืนมากกว่า 100 ปี โดยจะให้ผลผลิตต่อเนื่องไปจนอายุ 50-60 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิตลดลง ดังนั้นการวางแผนระยะห่างของการปลูกต้นอินทผลัมจึงควรพิจารณาที่ดีเพราะทางใบของต้นอินทผลัมขณะโตเต็มที่มีความยาวของใบประมาณ 3-4 เมตร เพื่อไม่ให้ใบทับซ้อนกันมากนัก ควรกำหนดระยะปลูกห่างกัน 7x7, 7x8, 8x8 เมตร เป็นอย่างน้อย เพราะเมื่อต้นอินทผลัมต้นสูงใหญ่ขึ้นยอดและมีทางใบกว้างมาก รวมทั้งมีระบบรากที่ดีและขยายออกกว้างมาก จะแบ่งน่านฟ้าเพื่อรับแสงแดด เพื่อป้องกันโรคที่ติดต่อกันทางใบ เพื่อให้ต้นอินทผลัมได้รับแสงแดดและลมเต็มที่ และยังสามารถให้ผลผลิตในปริมาณสูงอีกด้วย ในพื้นที่ 1 ไร่ควรจะปลูกประมาณ 25-33 ต้น แต่สิ่งสำคัญในการปลูกจำเป็นต้องมีทั้งตัวผู้และตัวเมียในอัตราส่วน 1 ไร่ จำนวน 25-33 ต้น เป็นตัวเมีย 24 -30 ต้นต่อตัวผู้ 3 ต้น(ตามทฤษฎีแล้วตัวผู้ 1 ต้นสามารถดูแลตัวเมียได้ถึง 30-50 ต้น แต่แนวทางปฏิบัติแล้วควรเป็นสัดส่วน 10:1 อย่างนี้ เนื่องจากการฝากความหวังในต้นตัวผู้มากเกินไปอาจส่งผลให้เกสรไม่เพียงพอต่อการผสมพันธุ์เกสร หรือบางกรณีคือตัวผู้ติดโรคแล้วตายก่อนที่จะให้ผลผลิตทำให้จำนวนตัวผู้ที่สวนมีจำนวนเกสรไม่เพียงพอ เพราะหากมีการทำปลูกอย่างเป็นธุรกิจเราจะมีการผสมเกสรตัวผู้ไปสู่ต้นตัวเมียเอง)
1.2 การขุดหลุมขนาดใหญ่และการเตรียมหลุมปลูกที่ดีจะทำให้ต้นอินทผลัมเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จริงๆแล้วการขุดหลุมขนาดใหญ่ดังกล่าวทำได้ยากและใช้แรงงานมาก ดังนั้นหากจะขุดหลุมเพื่อปลูกอินทผลัมเป็นจำนวนมาก อาจจะประยุกต์ทำเครื่องเจาะดินต่อท้ายรถไถหรือจ้างรถแม็คโครขุด ก็จะสามารถขุดหลุมขนาดใหญ่ดังกล่าวได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นแล้วแต่ความสะดวกขนาดของหลุมที่ขุดสำหรับปลูกนั้นควรมีความกว้างขนาดผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร x ลึก 1 เมตร (ต้องขึ้นอยู่กับสภาพของดินด้วย หากมั่นใจในคุณภาพของดินว่ามีความอุดมสมบูรณ์มาก น้ำและอากาศสามารถถ่ายเทได้ดีก็สามารถขุดหลุมขนาดผ่านศูนย์กลาง 60 ซม. x ลึก 60 ซม.ก็พอ แต่หากในกรณีไม่มั่นใจในสภาพดินเลยหรือเป็นสภาพดินเหนียวการระบายน้ำแย่หรือคิดว่าจะเอาที่ดีๆแน่นอนไว้ก่อนก็ให้ขุดหลุมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 เมตร x ลึก 1.5-2 เมตรไปเลยต้นกล้าจะโตไวมากๆ)
1.3 ส่วนผสมของดินปลูกและรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก แล้วนำดิน /ปุ๋ยคอกที่ผ่านการตากแดดแล้ว /ทราย หรือขี้เถ้าแกลบ /ปุ๋ยใบก้ามปู หรือวัสดุอื่นในอัตราส่วนดังนี้
1. ดินร่วน 2 ส่วน
2. ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยละลายช้า 1 ส่วน
3. ทราย หรือขี้เถ้าแกลบ แกลบดิบเศษถ่านดำ โดโรไมท์/ร็อคฟอสเฟต เพอร์ไลท์วัสดุปลูกที่ผสมแล้วควรระบายน้ำดี (เลือกใช้ได้เลย) 1 ส่วน
4. อินทรีวัตถุ ขุยมะพร้าว/กาบมะพร้าวสับ /เศษใบไม้แห้ง 1 ส่วน
นำดินที่ผสมเสร็จแล้วกลบทับไปในหลุมจนเต็ม (ควรทิ้งไว้ระยะหนึ่งเพื่อเป็นการเสริมธาตุอาหารในดิน กรณีที่ดินมีสภาพเสื่อมโทรมมากๆ) จากนั้นให้ขุดหลุมให้มีขนาดเท่าภาชนะที่ใส่ต้นกล้า นำต้นกล้าออกจากภาชนะโดยการกรีดด้านข้างและส่วนล่างของกระบอก ดังภาพ

1.4 สำหรับฤดูกาลที่เหมาะสมกับการปลูก คือ ช่วงต้นฤดูฝน แต่ถ้าสามารถติดตั้งระบบการให้น้ำในสวนได้ก็สามารถลงดินได้ทุกฤดูกาล ต้นกล้าที่จะนำมาปลูกควรอนุบาลไว้ในเรือนเพาะชำจนโตขนาดออกใบขนนก 3-4 ใบก่อน สูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร จะทำให้อัตราการรอดสูงเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์
1.5 การปลูกพื้นที่ที่ปลูกเป็นที่ดอน ไม่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ดินระบายน้ำได้ดี เป็นดินร่วนปนทรายดีที่สุด การย้ายต้นกล้ามาปลูกลงดินควรจะขุดหลุมให้มีขนาดเหมาะสมกับต้นกล้าอย่าให้หน่ออยู่ลึกเกินไป รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก จากนั้นจึงนำต้นกล้าออกมาจากถุงดำ ลงปลูกหลุมโดยให้โคนต้นอินทผลัมอยู่เหนือหลุมประมาณ 1 ฝ่ามือ และให้ดินกลบโคนต้นเพียงเล็กน้อย การลงปลูกใหม่ยังไม่ต้องให้ปุ๋ย เพียงใส่ปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์รองก้นหลุมเพียงเล็กน้อย เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วประมาณ 1 เดือน จึงเริ่มให้ปุ๋ยคอกอีกครั้งใส่ต้นละน้อย วิธีการปลูกอินทผลัมในบ่อซีเมนต์เป็นอีกวิธีที่ได้ผลดีมากและยังลดต้นทุนในการใส่ปุ๋ยอีกด้วยเพราะเวลารดน้ำ ใส่ปุ๋ยต้นกล้าเราจะได้ธาตุอาหารเต็มที่ เพราะปุ๋ยและน้ำจะอยู่ในบ่อซีเมนต์ เหมาะสำหรับพื้นที่ลาดชันหรือที่เสี่ยงน้ำขังลำต้น ทางที่ดีควรวางระบบน้ำหยดที่สวนด้วย เพราะจะได้สามารถควบคุมการให้น้ำให้ยาทางระบบน้ำหยดได้เลยทีเดียว
1.6 หลังจากปลูกลงหลุมแล้ว ไม่ควรเดินเข้าไปใกล้น้อยกว่า 1.5 เมตรกับต้นที่ปลูก เพราะจะทำให้ดินโคนต้นนั้นแน่น น้ำและอากาศไหลซึมผ่านได้ยาก พืชเจริญเติบโตได้ไม่ดี

2.การให้น้ำ
หลังจากลงมือปลูกแล้วควรให้น้ำประมาณ 1-3 วันต่อครั้งจะทำให้อินทผลัมเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตที่ดี ในช่วงฤดูฝนเรื่องการรดน้ำแทบไม่ต้องเลย อินทผลัมส่วนใหญ่สามารถทนทานต่อสภาพอากาศแห้งแล้งได้จากการผ่านฤดูฝนมาหนึ่งฤดูแล้ว แต่จะเจริญเติบโตช้ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อมีการรดน้ำต่อเนื่องหลังจากที่ผ่านหน้าฝนมาแล้ว สำหรับฤดูกาลที่เหมาะสมในการปลูกอินทผลัม คือ ช่วงต้นฤดูฝนแต่ถ้าสามารถติดตั้งระบบการให้น้ำในสวนได้และมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดปี ก็สามารถจะปลูกอินทผลัมได้ทุกฤดูกาล ทั้งนี้ต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาให้อนุบาลไว้ในเรือนเพาะชำจนต้นโตและมีใบขนนกออกมา 3-4 ใบจึงจะทำให้มีอัตราการรอดสูงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

การดูแลต้นกล้าอินทผลัมที่อยู่ในกระถางตอร์ปิโด – กระบวนการปลูก

1. ประการแรกเราควรรดน้ำต้นกล้า (การแช่ต้นกล้า โดยการวางก้นต้นกล้า ในถาดหรือถังที่ใส่น้ำเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก็ถือว่าเป็นเทคนิคที่ดี) ต้นกล้าต้องการเก็บความชื้นไว้และต้องการระบายน้ำที่ดี แต่อย่าให้เปียกชุ่มจนแฉะควรวางต้นกล้าไว้ในที่ร่มใช้สแลน กรองแสงประมาณ 50-70 % และมีการป้องกันอันตรายจากลม เพื่อต้นกล้าจะได้สามารถปรับตัวเข้ากับอากาศได้ดี

2. ต้นกล้าที่อยู่ในกระถางตอร์ปิโดจะต้องมีการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอในตอนเช้าหรือเย็น หลีกเลี่ยงการรดน้ำในช่วงเวลาที่อากาศมีอุณหภูมิสูงมากๆ จะทำให้ใบต้นกล้าได้รับความเสียหายได้ ข้อควรระวังในการรดน้ำโดยใช้ปุ๋ย NPK ละลายน้ำ ควรใช้ปุ๋ยธาตุตามแนวทางอัตราส่วนของผู้ผลิต
3. หลังจากนั้น 2-4 สัปดาห์เราควรเปลี่ยนจากกระถางตอร์ปิโด เป็นกระถางขนาด 7-10 ลิตร หรือถุงดำที่มีขนาดใหญ่กว่าเพื่อให้ต้นกล้าเจริญเติบโตได้ดีขณะเปลี่ยนกระถางไม่ควรนำวัสดุปลูกรอบๆ บริเวณรากใดๆที่ติดมาจากแลปออกโดยไม่จำเป็น และให้รีบนำลงกระถางใหม่โดยไวเมื่อนำออกจากกระถางตอร์ปิโดไม่ปล่อยต้นกล้าให้อยู่นอกกระถางเป็นเวลานาน เพราะระบบรากของต้นกล้ามีความอ่อนไหวต่อการสูญเสียน้ำเป็นอย่างมาก แนะนำว่าควรอนุบาลไว้ในกระถางประมาณอย่างน้อย 3-4 เดือน หรืออย่างน้อยให้ออกใบจริง (ใบขนนก) 2-3 ใบ จึงค่อยนำไปลงหลุมปลูก เพื่อให้ต้นกล้ามีความพร้อมและแข็งแรงพอที่รับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ควรผสมปุ๋ยละลายช้าที่มีไนโตรเจนโพแทสเซียมฟอสฟอรัสแคลเซียมแมกนีเซียมและกำมะถัน ลงไปในส่วนผสมของวัสดุปลูกก่อนที่จะนำต้นกล้าลงหลุมปลูก นอกจากปุ๋ยละลายช้านี้แล้วถ้าเป็นไปได้เราขอแนะนำให้ใส่ธาตุเหล็กธาตุสังกะสีทองแดงแมงกานีสโบรอนและโมลิบดีนัมลงไปในวัสดุปลูกด้วย แต่ถ้าว่ายังไม่สามารทำได้เราก็จะแนะนำให้ใส่ผสมธาตุอาหารเหล่านี้เพิ่มเติมเข้าไปที่หลังในตอนรดน้ำก็ได้ อีกประการหนึ่งควรหมั่นถอนวัชพืชที่งอกในภาชนะปลูก

ขั้นตอนการเจริญเติบโตต้นกล้า ข้อควรปฏิบัติเป็นประจำที่ทรงประสิทธิภาพของการให้น้ำแก่ต้นกล้า
1. ในการรดน้ำแต่ละครั้งต้องมั่นใจว่าต้นต้นกล้าได้รับความชุ่มชื้นอย่างทั่วถึง แต่ต้องไม่ให้มากไปจนกระทั้งเปียกชุ่มหรือน้อยจนเกิดการขาดน้ำได้ 3.การรดน้ำควรให้ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเช้า หรือช่วงเย็นๆการให้น้ำอินทผลัมอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ จึงเป็นหัวใจที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต ส่วนปริมาณการให้น้ำต่อหลุมปลูกที่ขนาดผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร x ลึก 1 เมตร แนะนำ 15-25 ลิตรต่อต้น/วัน ความถี่และเวลาในการให้น้ำขึ้นกับความชื้นในอากาศ โดยสังเกตจากดินที่โคนต้นว่ายังชุ่มชื้นดีอยู่ ก็ยังไม่ต้องรดน้ำเพิ่ม
2. หากอุณหภูมิเกิน 35ºC ควรมีการระบายความร้อน โดยการใช้สแลน กรองแสง บังแดดไว้ และเสริมด้วยการพ่นละอองน้ำโดยรอบเพื่อความชุ่มชื้นของต้นกล้า วันละ 1-2 ครั้งในช่วง 3-4 เดือนแรก และอย่าลืมการดูแลเรื่องการระบายน้ำของต้นกล้านั้นเป็นสิ่งสำคัญมากๆ
3. การควบคุมศัตรูพืชสามารถจัดการได้โดยสารกำจัดศัตรูพืช และสารกำจัดเชื้อราตามคำแนะนำของผู้ผลิตและที่สำคัญควรสนใจต่ออิทธิพลของสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศในท้องถิ่นนั้นเพื่อให้สามารถเลือกชนิดของสารเคมีในการบำรุงรักษาที่เหมาะสม และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือการป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชเกิดการดื้อยา การใช้สารกำจัดศัตรูพืชและสารกำจัดเชื้อราร่วมกันนั้นควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่อากาศร้อนที่สุดเพราะจะทำให้เมื่อสารเคมีหยดลงบนใบต้นกล้าสามารถนำไปสู่ความเสียหายที่รุนแรงได้ หมั่นฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราโรครากเน่า/โคนเน่า สลับกับโรคราทางใบ ทุก 2 สัปดาห์ ถ้ามีแมลงรบกวนมาก ต้องฉีดยาป้องกันด้วย

4 ควรปลูกต้นกล้าในช่วงต้นฤดูฝน คือ พฤษภาคม- กรกฎาคม และควรหลีกเลี่ยงช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ซึ่งต้นกล้าควรได้รับการอนุบาลเป็นเวลาอย่างน้อย 3-4 เดือนก่อนลงหลุมปลูกก่อนลงปลูกควรมีการตากหลุมอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์เตรียมวัสดุปลูก เช่นปุ๋ยละลายช้า หรือปุ๋ยคอกรองก้นหลุมและให้ดินร่วนอยู่ ชั้นบน ขนาดหลุมไม่ต่ำกว่า 1x1 เมตร รดน้ำให้ชุ่มชื้นก่อนปลูก และระยะห่างมาตรฐานระหว่างต้นอย่าปลูกต้นกล้าชิดกัน หนาแน่นมาก จะเป็นแหล่งสะสมโรคและแมลงง่าย ควรปลูกระยะไม่น้อยกว่า 7*7 เมตร (33 ต้น/ไร่) อาจเป็น 7*8 (28 ต้น/ไร่) หรือ 8*8 เมตร(25 ต้น/ไร่) ก็ได้

เพราะถ้ายิ่งใกล้กันมากๆ โตขึ้นใบจะเกยกันจะทำให้ความชื้นในสวนมีมาก ทำให้เป็นโรคได้ง่าย และเป็นแหล่งที่อยู่ของแมลงศัตรูพืชระดับของต้นกล้าในหลุมปลูกไม่ควรมีดินกลบมิดโคนต้นควรมีวัสดุกรองแสงหรือใช้สแลนบังแดดโดยรอบให้ต้นกล้าที่ปลูกใหม่ และที่สำคัญควรรดน้ำทันทีหลังปลูกเสร็จ
5. สารอาหารเพิ่มเติม ควรให้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยชีวภาพ ทุก 2 สัปดาห์ให้คราวละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง รวมทั้งพวกบรรดาอาหารเสริมทางใบตามทุนทรัพย์ในกระเป๋า ซึ่งช่วงแรกอาจปุ๋ยเคมีสูตร 15-0-0 หรือ 46-0-0 ประมาณ ครึ่งช้อนชาต่อครั้ง และปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มฮิวมัสให้แก่พืช
ข้อควรระวังในการดูแลอินทผลัม
1. ไม่ควรเข้าไปเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นรัศมี 1.5 เมตร เพราะจะทำให้ดินแน่น ปุ๋ย น้ำและอากาศไหลซึมผ่านได้ยาก ต้นโตช้า
2. ไม่ควรให้น้ำขังบริเวณรอบโคนต้น และไม่ควรให้ดินกลบบริเวณโคนต้นจนมิดโคน จะทำให้ต้นกล้าเกิดเชื้อราได้ง่าย ต้นไม้อมโรค
3. ไม่ควรตัดแต่งกิ่งอินทผลัม และห้ามใส่ปุ๋ยที่มี ไนโตรเจน (N) เกิน 5% ช่วงตาดอกหรือก่อนออกดอก 120 วัน
4. ห้ามเคลื่อนย้ายอินทผลัมในช่วงออกดอก เนื่องจากช่วงน้ำต้นแม่อ่อนแอมาก ๆ จะทำให้ต้นฟื้นตัวชาและ ชะงักการเติบโต
5. หมั่นตรวจสอบด้วงมะพร้าว ตามายอดหรือลำต้น ควรทำความสะอาดละต้นและตัดใบแห้งแก่จัดทิ้ง อาจใช้สารอินทรีย์ชีวภาพราด เช่น EM เพื่อให้ขุยเยื่อย่อยสลายได้ง่าย ไม่เป็นที่วางไข่ด้วง หรือใช้สารเคมีหว่านเช่น ฟูราดานในช่วงระบาด

ข้อควรระวังในการดูแลอินทผลัม
1. ไม่ควรเข้าไปเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นรัศมี 1.5 เมตร เพราะจะทำให้ดินแน่น ปุ๋ย น้ำและอากาศไหลซึมผ่านได้ยาก ต้นโตช้า
2. ไม่ควรให้น้ำขังบริเวณรอบโคนต้น และไม่ควรให้ดินกลบบริเวณโคนต้นจนมิดโคน จะทำให้ต้นกล้าเกิดเชื้อราได้ง่าย ต้นไม้อมโรค
3. ไม่ควรตัดแต่งกิ่งอินทผลัม และห้ามใส่ปุ๋ยที่มี ไนโตรเจน (N) เกิน 5% ช่วงตาดอกหรือก่อนออกดอก 120 วัน
4. ห้ามเคลื่อนย้ายอินทผลัมในช่วงออกดอก เนื่องจากช่วงน้ำต้นแม่อ่อนแอมาก ๆ จะทำให้ต้นฟื้นตัวชาและ ชะงักการเติบโต
5. หมั่นตรวจสอบด้วงมะพร้าว ตามายอดหรือลำต้น ควรทำความสะอาดละต้นและตัดใบแห้งแก่จัดทิ้ง อาจใช้สารอินทรีย์ชีวภาพราด เช่น EM เพื่อให้ขุยเยื่อย่อยสลายได้ง่าย ไม่เป็นที่วางไข่ด้วง หรือใช้สารเคมีหว่านเช่น ฟูราดานในช่วงระบาด

 

ต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากสวนของเราทุกต้นได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและมี
การฉีดยากำจัดเชื้อราก่อนส่งมอบให้ลูกค้า สนใจสั่งซื้อต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ นำเข้าจากต่างประเทศ ติดสอบถามได้ที่เบอร์โทร. 084-653-0343 | 086-563-3630 | 090-631-6380

บริการจัดส่งถึงบ้าน รับประกันความพอใจ

เรามีบริการจัดจำหน่าย ปลีก ส่ง อินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสายพันธุ์ดี ทั้งหน้าร้านและบริการจัดส่งถึงบ้านและสวนของท่าน

 

 

คำสืบค้น : อินทผลัม, อินทผาลัม, ต้นกล้าอินทผลัม , ต้นกล้าอินทผาลัม, อินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อ,
อินทผาลัมเพาะเนื้อเยื่อ, พืชเศรษฐกิจ, พืชทนแล้ง, พืชน่าปลูก, พี่ชทำเงิน, พืชความหวัง, พืชต่างประเทศ, บาฮี, บาร์ฮี, บาร์ฮิ, บาฮิ, เมดจูล, เม็ดจูล, เม็ดจูน, เมดจูน, ชิชิ, คาดาวี่,ชัลตาน่า, คาลาส, ซูกการี่,ซักการี่, อัจวาห์,อัจวา, คาลาส, อบูมาน, อาบูแมน,นาวาเดอร์, แซกไก,ซาไก, โคไนซี่, อัมเอ็ดดาฮาน, กานามิ, กานามี่, datepalm, date palm, datepalmtree, datepalm tree, date palm tree, datepalm tissue, date palm tissue culture, datepalm tissue culture, SHEISHI, KADRAWY, SULTANA, KHALAS, BARHI, SUKKARI, AJWAH, KHALAS, MEDJOOL, ABU MAAN, NAWADER, SAGGAI, KHONEIZI, KHONAIZI, KHENEIZI, UM ED DAHAN, GHANAMI (MALE)